ช่วงสงกรานต์ 2558 [11-16 เมษายน 2558] ได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่น ในแถบคันไซและคิวชู ในเมืองหลักๆ ดังนี้

1. เมืองฟูกุโอกะ (คนญี่ปุ่นชอบเรียกว่า ฮากาตะ [Hakata])

2. เมืองคุมาโมโต้

3. เมืองคาโงะชิม่า ซึ่งอยู่ใต้สุดของประเทศญี่ปุ่น (ไม่นับเกาะโอกินาวา)

4. เมืองฮิเมจิ

5. เมืองฮิโรชิม่า

ปล. ความจริงตอนเที่ยวกระโดดไปกระโดดมาแต่ละเมืองนะครับ แต่ในนี้ขอรีวิวทีละเมืองเรียงตามลำดับเลยนะครับ จะได้ไม่งง

>> รายละเอียดการเดินทาง + วิธีการเดินทางอยู่ในไฟล์แนบด้านล่างครับ

ดาวน์โหลดไฟล์แนบ คลิ๊กที่นี่ !!

เดินทางด้วยสายการบิน Jetstar เด้อ


ก่อนเครื่องบิน Landing ที่สนามบิน Fukuoka


"JR Rail Pass" ใบเบิกทางตลอดทริปนี้ ... เพราะนั่ง Shinkansen ทุกวัน วันละหลายเที่ยวคุ้มมากๆ และยังนั่งรถไฟของ JR ได้ทั้งหมด รวมทั้งเรือในเมืองฮิโรชิม่า ได้ด้วย


ที่ฟูกุโอกะ สนามบินใกล้ตัวเมืองมาก หลังจากผ่าน ตม. ต้องนั่ง Shuttle Bus ฟรีของสนามบินมาลงที่สถานีรถไฟใต้ดิน Fukuokakuko แล้วนั่งรถใต้ดินประมาณ 15 นาทีถึงเลย ในรูปด้านล่างเป็นสถานี Hakata (สังเกตชั้น 2 มีอะไรจอดอยู่ ??)


จากรูปด้านบน ถ้าหันไปทางขวาคือโรงแรมที่พักตลอดทริป .. Hotel Centraza Hakata อยู่ติดสถานี และชั้นใต้ดินโรงแรมมีทางเชื่อมไปยังสถานี Hakata ด้วย


พอเอาของเก็บในโรงแรมแล้ว ก็นั่งรถไฟ Shinkansen ไปยังเมือง Kumamoto กันเลย (ไว้เดี๋ยวรีวิวโพสหลังๆ ขอรีวิวเมืองฟูกุโอกะให้ครบก่อน)


Shinkansen ซีรีย์นกนางแอ่น ครับ


THE KYUSHU SHINKANSEN


ศาลเจ้าดาไซฟุ (Dazaifu Tenmangu Shrine) เป็นที่แนะนำให้ไปครับ ดังสุดในฟูกุโอกะละครับ วิธีการเดินทางดูในไฟล์แนบด้านบนครับ


ศาลเจ้าดาไซฟุ อีกรูป


ตัวเมืองฟูกุโอกะยามค่ำ ริมแม่น้ำ Nakasu


ไปกินราเมงข้อสอบ เมนูดังแห่งเมืองฟูกุโอกะ (ทัวร์หลายที่เขาจะพาไปชิมบ่อยๆ) ดังนั้นเราก็ไม่ควรพลาด

>> แผนที่ร้านอยู่ในไฟล์แนบครับ นั่งรถไฟฟ้าไปลงสถานี Tenjin

ดาวน์โหลดไฟล์แนบ คลิ๊กที่นี่ !!

สาเหตุที่เรียกว่า ราเมงข้อสอบ เพราะ

1. โต๊ะกินเป็นช่องๆ ช่องใครช่องมัน

2. ตอนสั่งจะมีใบรายการภาษาอังกฤษ ให้เราติ๊กเลือกรูปแบบของราเมงที่ต้องการ เช่น ความเข้มข้น , ประเภทเส้น , ... ยังไงทำข้อสอบไรงี้

 


วันนี้ก็นั่งรถไฟ Shinkansen ไปยังสถานี "Himeji" เพื่อไปเที่ยวปราสาทฮิเมจิ ครับ โดยในปี 2558 นั้นโชคดีมาก เพราะเป็นปีแรกที่ปราสาทฮิเมจิเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมหลังปิดปรับปรุงไปนานกว่า 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย. 2010 ถึง วันที่ 27 มี.ค. 2015 นี้พอดี ทำให้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมปราสาทแห่งนี้พอดีมากๆๆ


พอลง Shinkansen ก็เดินตรงออกจากสถานีอย่างเดียวเลยครับ (อยู่บนสถานียังมองเห็นตัวปราสาทเลย) ถ้าเดินก็ไกลอยู่เหมือนกัน แต่พอดีไปกับที่บ้านเลยนั่ง Taxi เอาเลย แปปเดียวถึง


ซื้อตั๋วเข้าไปชมภายในตัวปราสาทครับ

ประวัติคร่าวๆ

ปราสาทฮิเมจิมีประวัติศาสตร์ก่อตั้งกว่า 400 ปีซึ่งนับเป็นปราสาทที่คงสภาพเดิมที่สุดในญี่ปุ่นและได้รับการประเมินอย่างสูงจากทั่วโลก ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกเป็นครั้งแรกของประเทศญี่ปุ่นในปี 1993 สร้างทิวทัศน์ที่งดงามด้วยความสง่างามของปูนขาวซึ่งได้รับการเปรียบเปรยให้เป็นนกกระยางซึ่งบางทีถูกเรียกว่า“ปราสาทนกกระยางขาว”


วิวจากบนปราสาทครับ สวยใช้ได้ (แม้วันฟ้าครึ้มๆ)


วิวจากบนปราสาทอีกมุมหนึ่ง


บันไดเป็นไม้ ขึ้นลงอย่างละช่องทาง คนเยอะมากๆๆ ขนาดไปวันธรรมดาแล้วนะนี่ .. มีเจ้าหน้าที่ของปราสาทมาคอยจัดคิวครับ


มีห้องมากมาย มืดตื๋อออ ได้บรรยากาศจริงๆ


ขากลับเดินออกมา มีร้านอาหารอยู่ จัดไปครับ ชุดนึง


วิวจากห้องอาหารที่อยู่ด้านหน้าปราสาทฮิเมจิ ครับ ... อิ่มทั้งตาและใจ ก็คุ้มเกินคุ้มละครับ


ย้อนกลับไปวันแรกแปปนึง หลังจากที่เอาของไปเก็บที่โรงแรม ก็ขึ้นรถไฟ Shinkansen บึ่งมาเที่ยว ปราสาทคุมาโมโต้ ทันที โดยพอถึงสถานี JR Kumamoto ก็นั่งรถรางสาย A ลงที่ป้าย Kumamoto Castle/City Hall พอลงรถก็ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม แล้วเดินไปตามทางขนานกำแพงตัวปราสาทไป เพื่อเข้าทางประตู Sudoguchi gate

ประวัติ

ปราสาทคุมาโมโตะ (Kumamoto Castle) ที่จังหวัด คุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู ปราสาทขนาดใหญ่ที่สวยงาม แข็งแรงและเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1601 เพื่อใช้เป็นป้อมปราการ ตามประวัติมี 2 ตระกูลใหญ่ที่ครอบครองและดูแลปราสาท ช่วงแรกคือตระกูลคาโตะ (Kato) โดยท่านคาโตะ คิโยมาสะ ไดเมียวในขณะนั้นซึ่งได้บูรณะและปรับปรุงตัวปราสาทเพิ่มเติม (รูปแบบตามที่เห็นในปัจจุบัน) ต่อมาปราสาทก็ตกอยู่ในการดูแลของตระกูลโฮโซกาวะ (Hosogawa) ที่เข้ามามีอำนาจปกครองเมืองคุมาโมโตะแทน

ในปี ค.ศ.1877 ตัวปราสาทถูกเพลิงไหม้เสียหายเกือบทั้งหมด อีกเกือบ 100 ปี ต่อมาจึงได้มีการสร้างขึ้นใหม่เลียนแบบโครงสร้างเดิมให้เหมือนกับยุคตระกูลคาโตะ ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือภายในตัวปราสาทสร้างด้วยไม้โดยไม่ใช้ตะปูเลย


ระหว่างทางเดินเข้าปราสาท


วิวจากบนตัวปราสาท


วันถัดมาตั้งใจจะไปเที่ยวภูเขาไฟ Aso ซึ่งเป็นภูเขาไฟชื่อดังของเกาะคิวชู ... แต่ว่ามันดันเกิดการประทุก่อนประมาณกลางปีก่อน ทำให้ไม่สามารถเข้าไปเยี่ยมได้ ... ทำได้แค่เยี่ยมชมบรรยากาศใกล้เคียงเท่านั้น


- จาก JR Kumamoto ก็นั่งรถไฟสาย JR Hohi Line [ปลายทาง Higo Ōzu หรือ Ōita]
- พอถึงสถานี JR Aso ก็ต้องซื้อตั๋วรถบัสไป Mt.Aso

ปล. รถไฟโล่งมากก

ปล. ราคาตั๋วรถบัส ดังไฟล์แนบ

ดาวน์โหลดไฟล์แนบ คลิ๊กที่นี่ !!

ระหว่างทางในรถบัส


มาถึงสถานีฐานของภูเขาไฟ Aso แล้ว แต่ว่ากระเช้าปิด ก็เลยได้แค่อยู่ตรงนี้ ซึ่งจะสังเกตว่ามีแต่เขม่ากระจายไปทั่วทั้งเมืองเลยทีเดียว


ศาลเจ้าแถวนั้น ... เดินทางไปกลับ แค่นี้ก็หมดวันแล้วครับ เหนื่อยครับ วันนี้


วันถัดมาครับ นั่ง Shinkansen จากฟูกุโอกะ ตรงดิ่งมายังเมือง ฮิโรชิม่า ครับ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 70 นาที

เมืองฮิโรชิม่า เป็นเมืองที่ผมชอบมากที่สุดในทริปนี้ พอไปถึงความรู้สึกมันแบบไม่ถูก ไม่รู้คิดไปเองคนเดียวรึเปล่า เอาเป็นว่าน่าไปเที่ยวมากๆๆครับ

วันนี้วางแผนเที่ยวดังนี้

ช่วงเช้า : ไปเที่ยวเกาะมิยาจิม่า ชมศาลเจ้าอิทสุคุชิมะ
ช่วงบ่าย : City Tour

- จากสถานี JR Hiroshima นั่งรถไฟ JR Sanyo Line ลงที่สถานี Miyajima-guchi [30 นาที]
- มุดทางข้ามใต้ถนนไป ก็จะถึงท่าเรือ JR Ferry เพื่อไป Miyajima เรือออกทุก 15 นาที [10 นาที]

 

ก็จะเห็นเรือข้ามฟาก ซึ่งสามารถใช้ JR Pass ขึ้นไปได้ฟรีๆ


คนเยอะอยู่ครับ


เรือออกแล้วว เลยเดินออกมาตากลมเย็นๆของเมืองฮิโรชิม่านิดนึงงง


ถึงเกาะมิยาจิม่าแล้ววววว


โทริอิกลางน้ำ .. ดังที่เคยเห็นในโฆษณาประเทศญี่ปุ่นน่ะครับ


ช่วงบ่ายก็นั่งเรือกลับขึ้นฝั่ง แล้วมานั่งรถราง Hiroden Streetcar จากท่าเรือ ลงที่ Genbaku Dome-mae โดยรถรางสาย 2,6,3,7 แล้วเดินเที่ยวเอา

พอลงรถราง ก็จะเจอ A-Bomb Dome พอดี ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2


ป้ายครับ


เดินตามทางไปเรื่อยๆครับ จะเจอ Museum ที่รวบรวมเหตุการณ์ ณ วันที่เมืองฮิโรชิม่า โดนระเบิดปรมาณู ไว้ครับ


ควันเห็ดครับ


ขวดต่างๆ ยังหลอมเหลวเลย


โมเดลจำลองการระเบิดของนิวเคลียร์ ในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 โดยระเบิดนิวเคลียร์ ได้ระเบิดเหนือเมืองฮิโรชิม่า 250 เมตรครับ ... ทุกอย่างราบเป็นหน้ากลอง ... สงครามมีแต่ความสูญเสีย


จักรยานเด็กเล่น


จาน


อันนี้คือ ... เงาของคนที่โดนระเบิดนิวเคลียร์ เหนือหัว 260 เมตร

ณ วันนั้นนายคนนี้นั่งอยู่หน้าธนาคารเพื่อรอแบงค์เปิด ... ปรากฏว่าระเบิดนิวเคลียร์เกิดระเบิดพอดี ทำให้นายคนนี้ละลายหายไปทันที เหลือเพียงแค่เงา เท่านั้น !!


คนนี้คือ ด.ญ. ซาดาโกะ เจ้าของตำนานการพับนกกระเรียน ครับ

ซาซากิ ซาดาโกะ (1943-1955)

วันที่ 6 สิงหาคม คศ.1945

B29 ที่บรรทุกระเบิดปรมาณูได้ทะยานขึ้นจากเกาะ Tinian มุ่งไปยังประเทศญี่ปุ่น

ตอนนั้น ซากาโกะอายุ 2 ขวบ กำลังทานอาหารเช้ากับครอบครัว

บ้านซาดาโกะอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางของระเบิด 1.6 กิโลเมตร

ซาดาโกะถูกแรงลมระเบิด พัดกระเด็นไปไกลกว่า 3 เมตร

และเปียกฝนกัมมันตรังสีระหว่างที่อพยพหนี

หลังจากนั้น ซาดาโกะเติบโตขึ้นโดยมีสุขภาพแข็งแรง

ซาดาโกะมีทักษะด้านกีฬาทุกๆอย่าง และวิ่งได้เร็วที่สุด

ทีมห้องต้นไผ่ของซาดาโกะส่งไม้พลาด ในการแข่งวิ่งผลัดในงานกีฬาฤดูใบไม้ผลิ จึงกลายเป็นอันดับสุดท้าย

ซาดาโกะและเพื่อนๆรู้สึกเจ็บใจ จึงซ้อมวิ่งผลัดอย่างหนักหลังเลิกเรียน

การแข่งวิ่งผลัดในงานกีฬาฤดูใบไม้ร่วง ห้องต้นไผ่พิชิตชัยชนะอย่างขาดลอย ทิ้งห่างมากกว่าครึ่งรอบสนาม

แต่หลังจากนั้น ร่างกายของซาดาโกะก็เริ่มมีอาการผิดปกติ

ลำคอบวม ก้อนเนื้อไม่ยุบลง

เธอเข้าโรงพยาบาลในเดือนกุมภาพันธ์ คศ.1955 ด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

"อยู่ได้อีก 3 เดือน นานที่สุดก็ไม่เกิน 1 ปี"

ในเดือนกรกฎาคม เด็กอายุ 5 ขวบที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ได้เสียชีวิตลง

ซาดาโกะได้กล่าวกับพี่สาวที่อยู่ในห้องเดียวกันว่า "พวกเราก็คงตายแบบนั้นด้วยซินะ"

ซาดาโกะรู้เกี่ยวกับโรคของตนเอง

พี่สาวได้ดุว่า "อย่าพูดเรื่องแบบนั้นนะ"

แล้วทั้งสองคนก็กอดกันร้องไห้

ในเดือนสิงหาคม นกกระเรียนพันตัว ได้ถูกส่งมาจากนักเรียนชั้นมัธยมปลายในเมืองนาโงยา

พวกเธอตื้นตันใจในความสวยงามนั้น และก็เริ่มพับนกกระเรียนขึ้นบ้าง

ถ้าพับได้พันตัว คำอธิษฐานจะกลายเป็นจริง และจะได้กลับไปอยู่กับครอบครัวอีก...

ซาดาโกะจึงพับนกกระเรียนไปเรื่อยๆ ด้วยความเชื่อเช่นนั้น

ระหว่างนั้น อาการของซาดาโกะก็ทรุดหนักลง

ในเดือนกันยายน อาการบวมลุกลามไปทั่วร่างกาย ขาซ้ายก็บวมเป็น 1.5 เท่า

ซาดาโกะไม่ปริปากเรื่องความเจ็บปวดนั้น

แม้จะทรมานกับโรคเบื่ออาหาร ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ มีไข้สูง

แต่ซาดาโกะก็อดทน

ซาดาโกะเป็นห่วงพ่อแม่ ไม่อยากสร้างความกังวัลใจให้กับพ่อแม่

ซาดาโกะเคยแม้กระทั่งหนีออกจากโรงพยาบาล เดินลากขาเพื่อนำเงินค่าขนมไปซื้อยาแก้ปวดหัวให้กับแม่ที่เป็นโรคปวดศีรษะ

นกกระเรียนของซาดาโกะ มีมากกว่า 1,000 ตัวแล้ว

เป็นนกกระเรียนตัวเล็กๆ ขนาดเพียงแค่ 1 เซ็นติเมตร

ซึ่งเธอยังคงโดยใช้ปลายเข็มช่วยพับต่อไปอย่างตั้งอกตั้งใจ

วันที่ 25 ตุลาคม อาการของเธอทรุดหนัก

ซาดาโกะบอกกับพ่อที่ถามว่าอยากทานอะไรว่า "อยากทานข้าวราดน้ำชา"

"ไม่ต้องการของโรงอาหารข้างนอก (ที่แพง)"

"ทานข้าวของโรงพยาบาลก็พอ"

ซาดาโกะทานข้าวราดน้ำชาที่พ่อของเธอป้อนให้ และพูดออกมาคำเดียวว่า "อร่อยค่ะ" แล้วเธอก็สิ้นลมหายใจ

ภายหลังจากถูกผ่าชันสูตรศพ โดยองค์กรสำรวจปรมาณูของอเมริกา ซาดาโกะก็กลับถึงบ้าน

ภายในโลงศพ อาการบวมที่น่าทรมานของเธอ หายไปแล้ว

เป็นร่างของเด็กสาวสวย ที่นอนหลับอย่างสงบ

เด็กสาวที่ฝันว่าอยากเป็นครูพลศึกษา

จบชีวิตสั้นๆด้วยวัย 12 ขวบ และเดินทางไปสู่สรวงสวรรค์

หลังจากการเสียชีวิตของซาดาโกะ เพื่อร่วมชั้นเรียนได้ช่วยกันชวนเชิญ และเริ่มรณรงค์รับเงินบริจาค เพื่อสร้างรูปจำลองให้กับเด็กๆ ที่ตกเป็นเหยื่อระเบิดปรมาณู

ในปี คศ.1958 รูปจำลองสร้างเสร็จสิ้น เป็นร่างของซาดาโกะที่ไม่ละทิ้งความหวัง แต่ต่อสู้อย่างต่อเนื่องกับความลำบาก ด้วยการพับนกกระเรียน

เรียกความรู้สึกร่วมกันจากทั่วทั้งโลก

แต่หลังจากนั้น การปรมาณู "อย่างป่าเถื่อน" ก็ยังคงมีต่อไปอีก

จำนวนผู้เสียชีวิตหรือตกเป็นเหยื่อกัมมันตรังสีจากการทดลองระเบิดปรมาณู มีมากกว่าที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ

โศกนาฏกรรมของ "ซาดาโกะ" ก็ยังคงต่อเนื่องอยู่จนถึงปัจจุบัน


นกกระเรียนกระดาษ


ออกมาด้านนอกพิพิธภัณฑ์ ก็มีอนุสาวรีย์ เด็กหญิงซาดาโกะ


วันถัดมา ได้นั่งรถไฟ Shinkansen ลงไปยังเมือง คาโงะชิม่า ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ใต้สุดของประเทศญี่ปุ่น เพื่อไปเที่ยวชมภูเขาไฟซากุระจิม่า กันครับ

หากใครเคยดูซีรีย์เรื่องเจ้าหญิงอัตซึ คงจำภาพนี้กันได้


การเดินทางก็ไม่ยากครับ

- นั่งรถบัส Kagoshima City View Bus จากป้าย East 4 สาย Waterfront Course ลงที่ป้าย "Suizokukan-mae หรือ Aquarium , Sakurajima Ferry Terminal" ราคา 180 เยน/คน


- ขึ้นเรือ Ferry ไปยังเกาะ Sakurajima ราคา 150 เยน/คน แล้วก็ซื้อตั๋ว Sakurajima Island View Bus แบบ One-day pass ราคา 500 เยน/คน


เรือข้ามฟากเปิดทั้งวัน 24 ชม. ครับ เพราะคนบนเกาะต้องข้ามฝั่งไปมาไดแค่วิธีเดียว


เรือออกแล้วครับ เหมือนอยู่ในซีรีย์เลย


ใกล้ถึงเกาะซากุระจิม่าแล้ววว


รถบัสจะมาแวะไปยังจุดต่างๆรอบเกาะ โดย

จุดที่น่าแวะเที่ยว ได้แก่

         - จุดชมวิวลาวาอาริมูระ (Arimura Lava Observatory) : สถานี Yogan-tenbojo-mae(Arimura Lava
            Observation Point)

         - จุดชมวิวยูโนะฮิระ (Yunohira Observatory) [มีเสาโทริอิจมดิน] : ลงที่สถานี Yunohira Observatory รถบัส
           จะจอดรอ 15 นาที


จุดชมวิว


จำชื่อไม่ได้ครับ รถจอดแวะให้ลง 15 นาที ทั่วแล้วก็วนกลับมาที่เดิมครับ ง่ายๆ


ก็รีวิวครบแล้วครับ อาจจะไม่ละเอียดมาก เพราะเริ่มลืมรายละเอียดไปบ้างแล้ว ยังไงเดี๋ยวทริปหน้าจะพยายามให้ละเอียดๆมากกว่านี้ครับ

 

Sayonara Japan !!


Copyright © 2566 - 2569. All rights reserved.